วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วิเคราะห์ Print Ad เมาไม่ขับ

วิเคราะห์ Print Ad เมาไม่ขับ


1. Print ad นี้เป็นปริ้นแอดที่ทำรณรงค์เมาไม่ขับไปยังกลุ่มคนทำงาน จากข้อความข้างล่าง เพื่อย้ำให้เห็นว่า เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ลเข้าไปจะทำให้เราขาดการควบคุม อย่างในภาพที่มีเส้นจอดเกินออกไป แสดงให้เห็นว่ามีการตอบสนองที่ช้าลง ซิ่งอาจส่งผลทางลบถ้าเราจอดเกิน



2. Print ad นี้ เป็นปริ้นแอดเพื่อรณรงค์ไปยังกลุ่มคนที่ชอบออกไปเมาข้างนอกบ้าน โดยทำจำลองเป็นป้ายบอกทาง ว่าเมื่อเราออกไปเมาข้างนอกบ้านเมื่อเมาแล้วขับ มันก็จะมีทางเลือกให้เราเลือกอยู่ 3 ทาง คือ คุก ตาราง โรงพยาบาล หรือ โรงเก็บศพ


3. Print ad นี้เป็นปริ้นแอดที่ส่งไปยังกลุ่มผู้ชายที่ชอบดื่ม โดยการจำลองให้เห็นว่าจากโต๊ะดื่มกาแฟ เมื่อเราเอาเบียร์มาตั้งดื่ม พอมองลงไปข้างล่างก็จะเห็นเป็นเหมือนส่วนของรอรถเข็น

4. Print ad นี้ เป้นปริ้นแอดที่เตือนพวกที่ชอบเที่ยว ว่าเมาแล้วอย่าขับ โดยการนำเสนอโดยรถทุกคันที่จอดอยู่หน้าสถานบันเทิง จะเป็นรถที่ใช้สำหรับเผากงเต็ก ซึ่งไว้ให้สำหรับคนตาย

5. Print ad นี้ ส่งไปยังกลุ่มของวัยรุ่น ซึ่งกำลังเป้นวัยที่อยู่ในช่วงวัยที่สนุกสนาน โดยในแอดก็จะเป็นสถานการณ์ที่เพื่อนไปเที่ยวป่ากันกันคุยนั่งเล่นรอบกองไฟกัน แต่จะมีคนนึงที่ตายไปแล้วจากการเมาแล้วขับ ทำให้หมดโอกาสที่จะสนุกกับเพื่อนๆแล้ว


6. Print ad นี้เป็นแอดที่เตือนไปยังทุกกลุ่มที่ชอบเมาแล้วขับ โดยการทำภาพเบลอๆ เพื่อทำให้เห็นว่าเมื่อเราดื่มแล้วจะทำให้ร่างกายเราไม่ปกติ หูตาพล่ามั่ว ซึ่งอาจจะส่งผลต่อทั้งตนเองและคนอื่น
7. Print ad นี้เป็นการรณรงค์เพื่อสังคม โดยจะสื่อว่าทุกสิ่งบนโลกยังคงเหมือนเดิม แต่ถ้าอะไรที่ผ่านแอลกอฮอล์ลแล้วจะไม่ปกติ โดยการทำรูปรถให้กลับหัวจากความเป็นจริง แล้วยังมีข้อความที่บ่งบอกให้รับผิดชอบต่อสังคมด้วย























วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เรื่องที่สุดดดดด


เหมาะกับหนังสือ Zoo เนื่องจากเป็นเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับรถ และเป็นข้อคิดให้กับผู้อ่าน

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเรียนวันที่ 13/11/52

วันนี้ไม่ค่อยอยากบอกว่าเป็นการเรียนสักเท่าไหร่ เพราะว่าวันนี้อาจารย์ให้ออกมาเล่าเรื่อง ที่มันที่สุดของแต่ละคน ซึ่งบางเรื่องที่บางคนเล่าก็ดูน่าเบื่อ แต่บางเรื่องก็น่าสนใจและน่าติดตามมากๆ แต่ก็ดีเพราะมันทำให้เรารู้เทคนิคของแต่ละคน ว่ามีการนำเสนอตามแบบของตนเองอย่างไร

Ruby Tiger



Ruby Tiger เป็นการสร้างความแปลกใหม่ เพิ่มความสดใสให้กับลวดลายเสือที่จากภาพพจน์ที่ดูดุ ให้มีความน่าสนใจและสวยงาม และสะดุดตา

การเรียนวันที่ 6/11/53

การเรียนวันนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่หนักหนามาก เพียงแต่วันนี้อาจารย์ได้พูดถึงเรื่องของการทำ Print Ad ว่ามีหลักการอย่างไรบ้าง แต่ก่อนที่อาจารย์จะเริ่มสอนนั้น อาจารย์ก็ได้มีการเปิด VDO ของรายการ เกมกลยุทธ์ ที่อาจารย์ได้ไปร่วมแข่งขันมาให้ดู ซึ่งเมื่อได้ติดตามก็น่าสนใจดีและมีเทคนิคในการทำ Print Ad ให้เราได้รู้มากมาย ขั้นตอนในการทำงาน การผสานงาน การทำงานแบบเป็นทีมเวิร์ก ซึ่งก็สอดคล้องกับเรื่องที่อาจารย์จะต้องสอนพอดี และอาจารย์ยังให้หลัการที่ดีเกี่ยวกับการทำ Print Ad เรื่อง 3 W อีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงๆในการทำงานด้วย...

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2552

สัตว์เลี้ยงของฉัน ที่เพิ่งตาย

สัตว์ลี้ยยงของผม มันคือ หมา หมาของผมตัวได้มาฟรีๆ โดยไปขอคนอื่นเค้ามาเลี้ยง มันเป็นหมา พุดเดิล เพศเมีย สีขาว ตอนนั้นมานน่ารักมากๆ ไม่เหมือนหมาเลย ออกแนวจะเหมือนหนอนบุ้งที่มีขนสีขาวมากกวามั้ง เราตั้งชื่อมันว่า "โมเม" (ก็ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวอะไรกับที่บรรยายมาตอนแรก)มันมาอยู่กับที่บ้านของผมตั้งแต่ตอนที่ผมอยู่ ป.5 (น่าจะใช่) ตอนมาตอนแรกเราไม่รู้ว่าจะควรทำอะไร กับมันดี เพราะว่านี้ก็เป็นหมาตัวแรก และเป็นสัตว์ ตัวแรกของที่บ้านเลย ที่บ้านเราก็เลี้ยงมันไปปกติ ให้กิน ข้าว อาหารเม็ด ตามเรื่องตามราว และทุกๆเช้าก่อนที่ผมจะไปเรียน ผมต้องพามันออกไปขี้ ไปเยี่ยว นอกบ้านทุกวัน โดยที่มีโซ่คอยล่ามคอมันไว้ เพราะกลัวมันวิ่งหนี เพราะว่ามันยังไม่ชินกับเรา แต่พอนานๆไปผมก็เริ่มถอดโซ่ให้มัน เดินตามปกติ ตอนนี้มันเริ่มที่จะชินแล้ว มันก็จะวิ่งออก มาเอง แล้วก็กลับเข้าบ้านเอง ตอนนี้ทุกวันที่ผมไปเรียน มันเหมือนอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมอยากกลับบ้านเหลือเกิน คงรู้น่ะว่ามันคือ โมเม เองและ ทุกๆวันที่ผมกลับบ้านไปห มานจะคอยวิ่ง ออกมารับผม กระโดดใส่ผม เพื่อที่จะให้ผมอุ้มมัน และด้วยความที่ขี้อ้อนของมัน เลยทำให้ทุกคนในบ้าน รักมันมาก ทุกๆวันมันก็จะน่ารักแบบนีแหละ
จนมาประมาณตอนที่ผมอยู่ประมาณ ม.ปลาย ผมก็มีหลาน ซึ่งเราก็เลี้ยงหลานที่บ้าน ไปๆมาๆ ก็เลยต้องเลี้ยงทั้งหลานและก็เลี้ยงทั้งหมาไปด้วยกัน (โอ้โห! นรกแท้ๆ 555+) แต่เมื่อทั้งสองคน ต้องอยู่ด้วยกัน เราก็เลยคิดหาวิธีที่ทั้งหลานทั้งหมา จะอยู่กันอย่างสงบให้ได้ แต่ทำยังไง มันก็ไม่ได้ เวลาที่หลานหลับ หมาเห่า หลานตื่น เวลาที่หมากิน หลานแหย่ หมากัด มันเป้นอยู่อย่างนี้เนี้ย จนพ่อของผมเป็นคนตัดสินใจและพูดขึ้นว่า จะเอามันไปให้คนอื่นและกัน พอได้ยินอย่างนั้น ความรู้สึกของผมเหมือนมันชาไปทั้งตัวเลย (ไม่ได้โม้น่ะ) พอมองหน้ามันตอนนั้น เหมือนมันจะรู้ตัวว่าต้องไป มันนอนเอาขาเกยหน้า ทำหน้าเศร้าๆ มันทำให้ผมเศร้ายิ่งกว่า ผมพยายามหาเหตุผลหาอะไรต่างๆนานา มาพูดกับพ่อว่า ไม่ๆๆๆๆๆๆ ยังไง ก็ไม่ จนในที่สุดคนที่ชนะก็คือผม ไม่ใชว่าพ่อไม่รักมันน่ะ แต่เพียงว่ามันจำเป็น ในที่สุดมันก็ได้อยู่กับเราต่อ แต่ไม่นานพอผมมาเรียนที่มหาลัยได้ประมารครึ่งเทอม ตอนนี้ผมอยู่หอ ข่าวร้ายมันก็มาหาผม แม่โทรมาบอกผมว่า โมเม ตายแล้วน่ะ คราวนี้ความรู้สึกของผมไม่ใช่แค่ชาๆ แต่ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ผมร้องไห้ ต่อหน้าเพื่อนๆโดยไม่อายเลย มันเศร้ามากๆ ผม ร้องไห้กับแม่ผ่านโทรสัพท์ ผมถามแม่ว่ามันเป็นอะไรตาย แม่บอกว่า พ่อขับรถเหยียบ แค่นี้และ ไม่มีคำถามอะไรต่อไป

ที่เหลือไว้ก็คงเป้นแค่ความทรงจำดีๆๆ เท่านั้น